What Makes a Good Acting Coach Script9 นาทีในการอ่าน

kru ngor script ci talks

Kru Ngor: ครูเงาะ: 5 4 3 2 ไป
ผู้หญิง: ลุก
ผู้ชาย: ไม่ลุก
ผู้หญิง: บอกให้ลุก อย่าเอาขาขึ้นไปบนโซฟา! ลุก โอ้ย!
Kru Ngor: มองหน้าเขา เราไม่ได้อยากดูทีวี เราอยากกวนเขา ไม่ต้องสนใจทีวี โอเค แอ็คชั่น ไป
ผู้ชาย: (ทำจมูกฟุดฟิด)
ผู้ชาย: ดมแล้วก็ไม่เห็นจะมีกลิ่นฉี่จองไว้ตรงไหน รู้ได้ไงว่าเป็นที่เธอ

20 กว่าปีกับการเป็นแอคติ้งโค้ชของครู ครูบอกเลยว่ามันไม่ง่าย แต่มันสนุกมากค่ะ หลายคนชอบเข้าใจว่าการเป็นนักแสดง จะต้องไปใส่หน้ากาก ต้องไปเป็นคนอื่น เอาจริงๆ นะคะเข้าใจผิดมาก การแสดงคือการถอดหน้ากากที่เราใส่มาทั้งชีวิตออก

แต่คำถามที่ทำให้ครูเกิดแรงบันดาลใจ ในการมาเป็น Acting Coach คือ อะไรคือตัวกลางที่ทำให้มนุษย์แต่ละคนต่างกัน อะไรที่ทำให้พวกเราคิดไม่เหมือนกัน แล้วก็นำเรามาถึงทุกวันนี้ ในวันที่ผลลัพธ์ของชีวิตของเรา เกิดจากความแตกต่างอะไรในอดีต แล้วมันจะพาเราไปที่ไหนต่อ อันนี้มันมากกว่าคำว่า ‘เข้าใจ’ มันคือคำว่า ‘เข้าถึง’ ค่ะ

เราได้อะไรจากการเป็น Acting Coach?

ครูเงาะ รสสุคนธ์
Acting Coach และนักพัฒนาศักยภาพมนุษย์ค่ะ

คนส่วนใหญ่จะชอบเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องของการแสดง จึงเข้าใจว่าการแสดง หรือ Act เป็นอะไรที่ปลอมจากความจริง ทั้งๆ ที่จริงแล้ว Act มาจากรากของคำว่า การกระทำ ฝรั่งเขาแยกคำว่าโชว์กับแอคติ้งออกจากกันเลยนะ โชว์ก็คือ นางโชว์ออกมาโชว์ แอคติ้งก็คือแอคติ้ง แต่ของไทยเราโชว์แปลว่าแสดง แอคติ้งก็แปลว่าแสดง จึงทำให้คนที่ไม่เข้าใจการแสดง เอาสองอย่างนี้มารวมกันมั่วซั่ว

เช่น ฉันมาโชว์อารมณ์โกรธ แล้วเวลาเราเห็น บ่อยมากเลยเวลาโกรธ ต้องแสดงสีหน้าอย่างอึกทึกมาก (ทำหน้าโกรธใหญ่โต) แล้วหน้าสั่นเหมือนแผ่นดินไหวบนหน้า นึกออกไหม ซึ่งในความเป็นจริง เอาจริงๆ เราเคยเจอคนมาสั่นใส่เราแบบนี้ไหม ถ้ามาสั่นแบบนี้ต้องวิ่งแล้ว ไอ้นี่บ้าแน่นอนถูกไหมคะ มากระโดดงับคอเราแน่นอน

ในความเป็นจริงคนที่โกรธ เขาพยายามเก็บความรู้สึกด้วยซ้ำ เราเคยเห็นคนบางคนที่โกรธแล้วพยายามจะยิ้ม (ทำหน้าโกรธไปพร้อมฝืนยิ้ม) แล้วหน้าเขาสั่น แล้วเราเห็นการที่เขาเริ่มควบคุมลมหายใจเขาไม่ได้ แล้วเสียงเขาเริ่มสั่น “ทำไมพูดแบบนี้ ไม่ชอบที่พูดแบบนี้ เข้าใจปะ” เขาพยายามที่จะกดความรู้สึก เพราะข้างในมันพร้อมจะระเบิด แต่เขาพยายามที่จะเก็บมันไว้

ฉะนั้นถ้าเกิดเราไม่รู้จักความเป็นมนุษย์ เราจะไม่สามารถเป็นนักแสดงที่ดีได้ มันเลยทำให้ครูรักวิชานี้ เพราะมันทำให้ครูกระชากหน้ากากของตัวเองออก แล้วมันทำให้นักเรียนครูหลายๆ คน กระชากหน้ากากที่ทำให้เขาไม่มีความสุขออกจากชีวิตได้

การเอาชนะความท้าทายในการทำงาน

แต่ละเรื่องมันก็จะมีความยากง่ายแตกต่างกัน หลายคนจะเข้าใจว่าดราม่าเนี่ยน่าจะยาก สำหรับครูนะ Comedy กับคนที่ไม่มีความตลกยากที่สุด ดราม่าเนี่ยต่อให้เป็นคนตลกก็สามารถเล่นได้ เราก็สามารถมาปูพื้นฐานนู่นนี่ได้ เพราะความทุกข์มันเป็น Base ของมนุษย์อยู่แล้วมันเป็นพื้นฐาน แต่ละอันมันจะมีจุดท้าทายที่แตกต่างกันไป

บางอันเราได้ทำงานกับคนที่เป็นมืออาชีพ ความท้าทายคือเราจะทำยังไงให้เขาฟังเรา เพราะคนที่เป็นมืออาชีพของเก่าเขาก็มีมา เราจะพูดยังไงให้เขาเปิดใจฟังเรา ในขณะเดียวกันทำงานกับมือใหม่เราจะทำยังไง ให้เขาไม่ประหม่าในที่ที่เขาต้องมาเจอกล้อง คนมากมาย เราจะทำยังไงให้เขาเข้าใจพื้นฐานการแสดง หรือทำให้มี tactic ในการเล่นที่หลากหลายมากขึ้น

ฉะนั้นโจทย์แต่ละโจทย์มันก็จะท้าทายเราในแต่ละงานเสมอค่ะ

บทบาทการเป็น Acting Coach

ก่อนที่มาเจอนักแสดง สิ่งหนึ่งเลยที่ครูจะทำงานกับผู้กำกับ คือ feedback ความเป็นมนุษย์ลงไปในบท เพราะบางครั้งบางทีคนเขียนบท เขาก็จะเขียนจากความอยากให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่มันขาดความเป็นมนุษย์ลงไป เราก็จะสามารถบอกได้ว่า ตรงนี้มันขาดรสชาติ ตรงนี้มันล้นไปแล้วนะ

บทบาทของ Acting Coach นะคะ ต้องบอกว่า ต่างจากครูสอนการแสดงเล็กน้อย ถ้าคำว่าครูคือเราจะสอนเหมือน กอไก่ขอไข่ขอขวดคอควายคอคน คือต้องไล่ basic ไป พอมาเป็น Acting Coach เราจะไม่ได้ปูลงไปที่พื้นฐาน แต่เราจะเจาะลงไปในบทบาทนั้นๆ

เช่นอย่างสมมติว่าพอเราได้บทมาปุ๊บเนี่ย เราก็จะอ่านบทกับผู้กำกับก่อนรอบนึง เพื่อทำความเข้าใจร่วมกันว่าผู้กำกับต้องการสื่อสารเรื่องนี้ใช่ไหม เช่นตัวละครนี้เขาอยากให้มี Character รักอิสระเหมือนแจ็คสแปโร่ หรือตัวละครที่อยากได้ความบ้าๆ บอๆ เหมือนกับตัวนี้ เพื่อให้เรา Tune หา Character ด้วยกันก่อน

พอหลังจากนั้นปุ๊บเราถึงจะเรียก Read Through กับนักแสดง โดยให้นักแสดงเนี่ยมานั่งล้อมวง แล้วเราก็จะให้เขาอ่านเรียกว่า First Reading การอ่านครั้งแรกสำคัญมาก เพราะเราจะรู้เลยว่า นักแสดงคนนี้เข้าใจหรือไม่เข้าใจตัวละครมากแค่ไหน

หลังจากนั้นสิ่งที่ Acting Coach ต้องทำก็คือย่อยเลย ย่อยมาเลยว่าแต่ละตัวละครมีที่มาที่ไปแบบไหน ซึ่งอันนี้เราจะทำงานร่วมกันกับนักแสดง แบ่งเลยว่า Beat ของหนังไปถึงตรงไหนแล้ว ตรงนี้เป็น Beat ที่ต้องเล่นเร็วนะ จะเล่นอืดๆ ไม่ได้นะ เพราะตรงนี้มันต้องไล่บี้ ตรงนี้เป็น Beat ที่คนดูต้องตื่นเต้นกลั้นลมหายใจ คุณจะต้องเล่นแบบนี้นะ

เราจะเริ่มแบ่ง Beat กับนักแสดงค่ะ แล้วหลังจากนั้นเราก็จะเริ่มซ้อม เวลาซ้อมก็จะแบ่งเป็น 2 แบบค่ะ

ซ้อมแบบที่ 1 คือ หนึ่งจะเป็นการปูพื้นฐาน

สมมตินักแสดงคนไม่มีพื้นฐานเลย ละลายพฤติกรรมก่อน แล้วก็ให้เรียนพื้นฐานการแสดง ให้เรียนรู้การรับ การส่ง การฟัง ความต้องการของตัวละครคืออะไร พูดไปแล้วอยากให้เขารู้สึกแบบนี้ มีวิธีการอะไรบ้าง ให้เขาเข้าใจพื้นฐาน

พาร์ทที่สองก็คือลงเข้าไปสู่บทเลย นักแสดงก็จะเริ่มเข้าไปสู่การสร้าง Character ว่า Character นี้ถูกปูพื้นฐานจากอดีตมายังไง และในเรื่องนี้เขาต้องมาเอาชนะอะไรให้ได้ อะไรคืออุปสรรคของเขา อะไรคือสิ่งที่เขาให้ความสนใจ อะไรคือสิ่งที่เขาให้คุณค่า อันนั้นคือเป็นหน้าที่ของ Acting Coach ที่จะช่วยผู้กำกับเป็นหูเป็นตา ในการเพิ่มความเป็นมนุษย์ลงไปในตัวละครต่างๆ ในบทต่างๆ

[ครูเงาะสาธิตการทำหน้าที่ Acting Coach พร้อมกับนักแสดง 2 คน]

ครูเงาะ: เรามาลอง First Read กัน Read Through กัน สามารถอ่านบทได้เลย เวลาเรา Read Through สำคัญคืออย่าก้มหน้าก้มตา เราอ่านปุ๊บ เราก็เงยขึ้นมา ส่งกัน รับส่งกันจริงๆ ลองรับกันครั้งแรกว่าเรารับมาแบบนี้ เราอยากส่งกลับไปแบบไหน โอเคมั้ย ลองดู

ผู้หญิง: ลุก ลุก! ที่นี่ที่ฉัน ฟังภาษาคนไม่เข้าใจเหรอ ลุก ที่นี่ที่ฉัน
ผู้ชาย: (ทำจมูกฟุดฟิด)
ผู้หญิง: เป็นอะไร บ้าปะเนี่ย
ผู้ชาย: เปล่า ก็แค่ดมดูว่ามันมีกลิ่นฉี่จองไว้หรือเปล่า เห็นบอกว่าเป็นเจ้าของที่
ผู้หญิง: (กรอกตา)
Kru Ngor: (หัวเราะ) โอเค โอเค หน้ากระตุกเลย แบบว่าอี๋ย์

ความยากของการเป็น Acting Coach

ครูว่าความยากที่สุดของการเป็น Acting Coach คือการเจอ 3 บริบทนี้ ที่ไม่เข้าใจความเป็นมนุษย์ เริ่มจากบทที่ขาดความเป็นมนุษย์ เพราะมันทำให้คนดูขัดกับ logic หรือตรรกะ เขาตัดเรา เขาสร้างกำแพงทันที เขาถึงบอกว่านักแสดงเล่นดีให้ตายเจอบทที่ไม่ดียังไงก็พัง

อันที่ 2 คือผู้กำกับไม่เข้าใจมนุษย์ คือบางครั้งผู้กำกับชอบเห็นทุกอย่างเป็นภาพ โดยไม่รู้ background ของภาพว่า อะไรที่มันเป็นตัวประทุให้คนคนนึงมันโกรธได้ขนาดนั้น อะไรคือตัวจุดไฟ ในโลกนี้มันไม่มีคำว่าเล่นใหญ่หรือเล่นเล็กหรอกนะ มันมีแต่คำว่าเล่นจริงหรือเล่นไม่จริงแค่นั้น

เช่นถ้าสมมติไฟไหม้แล้วเราบอกว่า “ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!” จะให้ไฟไหม้แล้วแบบ “ช่วยด้วย ช่วยด้วย ลามแล้ว ถึงปลายเท้าเราแล้ว” มันก็ไม่ใช่ ถูกไหม มันไม่สมควรแก่เหตุ จะมาเล่นเล็ก มินิมัล ก็เพี้ยนแล้ว ถูกไหมคะ ไฟไหม้เลยนะ เพราะฉะนั้นคำว่าใหญ่ ใหญ่หรือเล็กมันไม่สำคัญ สำคัญคือข้างในมันแมทช์กับข้างนอกหรือเปล่า มันสมกันไหมในเหตุในผล

แล้วตัวสุดท้ายเลยค่ะที่สำคัญที่สุด ที่เป็นปัญหายากก็คือนักแสดงนี่ล่ะค่ะ ที่ไม่เข้าใจความเป็นมนุษย์ในตัวเอง เนื่องจากประสบการณ์ในชีวิตเขาน้อย เขาไม่เคยเจออุปสรรค เขาไม่เจอปัญหา คือชีวิตของเขามันราบรื่นไปหมดอ่ะค่ะ เขาไม่รู้เลยว่าความเจ็บปวดของมนุษย์มันเกิดจากอะไรบ้าง อันนี้เป็นเรื่องที่ยากมากที่เราจะปูให้กับเขาได้เข้าใจ feeling เพราะว่า ‘เข้าใจ’ กับ ‘เข้าถึง’ มันคนละเรื่อง

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ยากที่สุด และท้าทายกับอาชีพ Acting Coach มากที่สุด ก็คือ 3 บริบทนี้ที่ไม่เข้าใจความเป็นมนุษย์ นั้นก็คือ คนเขียนบทไม่เข้าใจ ผู้กำกับไม่เข้าใจ และนักแสดงไม่เข้าใจ อยากที่จะทำงานกับมนุษย์ต้องเข้าใจความเป็นมนุษย์ก่อนค่ะ

5 Key สำหรับทุกคนที่อยากจะเป็น Acting Coach

วันนี้นะคะใครที่อยากจะเป็น acting Coach ที่ดี อยากใช้ acting Coach เป็นอาชีพของชีวิตเรา ครูเงาะจะให้ 5 Key นี้ที่จะไปพัฒนาได้

(รักการแสดงเป็นชีวิตจิตใจ)

ข้อที่ 1 นะคะ คุณต้องรักการแสดงเป็นชีวิตจิตใจ คำว่ารักเป็นชีวิตจิตใจแปลว่าอะไรคะ เราจะเห็นคำว่าแสดงอยู่รอบตัวเราไปหมดเลย ทุกโมเมนต์คือโลกของการแสดงค่ะ แล้วสำคัญที่สุดคุณต้องเสพสื่อที่ดี คุณต้องดูละครดีๆ คุณต้องอ่านนิยายดีๆ ทั้งเมืองไทยต่างประเทศ อ่านให้เยอะ เพราะอันนี้มันจะทำให้เราเข้าใจมนุษย์แบบ Shortcut ค่ะ

(รู้ครบ รู้จริงทุกองค์ประกอบ)

ส่วนข้อ 2 นะคะ คุณต้องมีความรู้จริง ในเรื่องของเทคนิคการแสดง บางคนบอก ฉันดูซ้ำๆ ฉันก็สอนได้แล้ว สอนจากประสบการณ์มันไม่ครบองค์ เวลาเราจะสอนคนมันต้อง มีทั้งประสบการณ์ หลักการ และวิธีการ ฉะนั้นถ้าคุณอยากเจ๋ง คุณต้องรู้ทุกเทคนิคค่ะ

(สอนจากประสบการณ์ในการเล่นด้วยตัวเอง)

Key ข้อที่ 3 นะคะ คุณต้องลงมาเล่นเอง หลายครั้งโอ้โห ทฤษฎีเยอะค่ะ เรียนมา จบมา ของมันร้อน แล้วก็บอกเขาต้องทำอย่างนี้ๆ แต่มันไม่สามารถเอาไปใช้ได้ในชีวิตจริง เพราะว่าคุณไม่เข้าใจว่า ณ ขณะนั้น ตัวละครหรือนักแสดง เขากำลังเจอปัญหาอะไรอยู่

ฉะนั้นถ้าเราลงไปเล่นเองเราจะรู้เลยว่า ปัญหามันคืออะไร เมื่อคุณรู้ปัญหาคุณก็จะแก้ปัญหาได้ และคุณก็จะสามารถสื่อสารกับนักแสดงของคุณได้ แล้วจะให้ดีนะคะ พาตัวเองเล่นให้ครบหลายๆ บทเลย บทร้าย บทดี บทอ่อนแอ เพื่อคุณจะได้รู้ว่าถ้าคุณจะต้องสอนคนในแต่ละบทบาท เขามีความแตกต่างกันอย่างไร เมื่อคุณรู้คุณเข้าใจคุณถึงจะสามารถถ่ายทอดได้

(หลงใหลในการทำความเข้าใจมนุษย์)

ข้อ 4 หลายคนอาจจะชินกับคำนี้ตลอดคลิปที่ดูมา นั่นคือคำว่ามนุษย์ คุณต้องหลงใหลใคร่รู้กับมนุษย์ ศึกษาจิตวิทยาเยอะๆ ค่ะ ครูเงาะเนี่ยเรียนทั้ง Hypnotherapy การสะกดจิตบำบัด NLP Neuro Linguistic Programming บินไปเรียนเกี่ยวกับจิตของมนุษย์ มนุษย์คิดอย่างไร ทำไมเขาถึงคิดแบบนี้ เพราะอะไรคะ เมื่อเราเข้าใจความเป็นมนุษย์

เราจะเข้าใจตัวละคร ว่าทำไมตัวละครนี้ถึงได้ร้ายแบบนี้ เขาไปเจอบาดแผลอะไรมา มันจะทำให้เราเข้าใจ Character ต่างๆ ที่สำคัญคือระหว่างการเดินทางเพื่อให้เราไปช่วยคนอื่น คนนี้แหละค่ะ (ชี้ที่ตัวเอง) ที่เราจะช่วยได้คนแรก เราจะรู้จักตัวเองอย่างชัดเจนที่สุด ความเป็นมนุษย์ของเราก็จะเกิดค่ะ

(มีความเป็นครู)

และข้อ 5 ข้อสุดท้ายและสำคัญที่สุด คือคุณต้องมีความเป็นครู คำว่าความเป็นครูถูกนิยามด้วยอะไร คนเป็นครูค่ะ หนึ่งจะเป็นคนชอบช่างสังเกต สังเกตอะไร สังเกตว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน แล้วค้นหาวิธีการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์

อย่างคุณแอนทองประสม เคยบอกครูเงาะว่า “แอนนะเงาะ ให้เล่น เล่นได้หมด แต่ให้ไปบอกคนอื่นให้เล่นยังไง บางทีมันบอกไม่ได้” เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้จะสามารถสอนได้ ฉะนั้นถ้าคุณอยากจะเป็นครูสอนการแสดง เป็น Acting Coach คุณต้องมีทักษะการถ่ายทอดด้วย สิ่งนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

ลองดูนะคะ 5 ข้อนี้ ใครอยากเป็น Acting Coach ที่ประสบความสำเร็จ ใช้อาชีพนี้เป็นอาชีพแห่งชีวิตของเรา พัฒนา 5 ข้อนี้ รับรองเป็นได้แน่นอน

ซี ไอ ทอล์ค: ดู หนทางสู่การเป็นแอคติ้งโค้ชที่มีศักยภาพ (ครูเงาะ รสสุคนธ์)

จดหมายข่าว

สร้างสรรค์ชีวิตที่ดีเยี่ยมของคุณ

รับข่าวสารทางอีเมล รับชมสิ่งที่น่าสนใจมากขึ้น

  • ดีมากดีพอใช้แย่แย่มาก
    ความประทับใจทั่วไป
    ความคิด/แนวคิด
    เนื้อหาเชิงข้อมูล
    การดึงดูดสายตา
    ระดับของนวัตกรรม
  • ไม่มีแนวโน้มเลยมีแนวโน้มอย่างยิ่ง
  • นั่นอาจรวมถึงการตัดองค์ประกอบออกจากหรือเพิ่มองค์ประกอบในวิดีโอ กลุ่มเป้าหมายหลักของเราคืออายุ 18 - 30 ปีซึ่งอยู่ในช่วงศึกษาต่อหรือเริ่มต้นทำงาน